เพจกม.เเรงงาน ชี้! ไม่รับปริญญา ไม่รับทำงาน ได้หรือไม่?

เพจกม.เเรงงาน ชี้! ไม่รับปริญญา ไม่รับทำงาน ได้หรือไม่?

เพจเฟซบุ๊ก “กฎหมายเเรงงาน” โพสต์ชี้แจงกรณี ประเด็นสังคมดัง “ไม่รับปริญญา ไม่รับเข้าทำงาน” ผิดกฎหมายหรือไม่ และเผยเคสคดีใดบ้างที่บริษัทไม่รับเข้าทำงาน เเรงงานสามารถฟ้องได้ วานนี้ 15 ม.ค.65 เพจเฟซบุ๊ก “กฎหมายแรงงาน” โพสต์ชี้เเจ้ง กรณีประเด็นดังในสังคมไทย เมื่อมีเเพทย์หญิงท่านหนึ่ง โพสต์ว่า หากไม่รับปริญญา ฝากถึงผู้ประกอบการไม่ให้รับเข้าทำงาน ซึ่งกรณีดังกล่าวถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ว่าผู้ประกอบการสามารถทำเช่นนั้นได้จริงไหม

ทางเพจให้คำตอบไว้อย่างละเอียดถึงการไม่รับคนเข้าทำงานด้วยกรณีไม่รับปริญญา 

ซึ่งอาจจะเกิดจากปัญหาทางการเงิน ครอบครัว ปัญหาส่วนตัว ซึ่งเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะเข้ารับหรือไม่รับปริญญาก็ได้ ซึ่งการวางกติกานี้ในการเข้ารับทำงานถือว่าผิดหลัก เพราะควรดูที่ความรู้ ความสามารถเป็นหลัก

นอกจากนี้ ทางเพจยังได้เสนอเคสกรณี บริษัทไม่รับเข้าทำงานด้วยกรณีต่างๆ เช่น ความเเตกต่างทางเพศ ความพิการทางร่างกาย หรือเลือกรับเฉพาะผู้ที่มีผลการเรียนเกียรตินิยม เหตุผลเหล่านี้ เเรงงานสามารถฟ้องศาลได้ โดยโพสต์ระบุรายละเอียดว่า “จากการที่แพทย์หญิงท่านหนึ่งออกมาโพสว่า “ไม่เข้ารับปริญญา ระวังเขาจะไม่รับเข้าทำงาน” ส่งผลให้เกิด #ไม่รับปริญญา และยังได้กล่าวไปถึงการดูโทรศัพท์ ซึ่งก็ถือเป็นการล่วงล้ำเข้าไปทำลายความเป็นส่วนตัวโดยเอาเงื่อนไขการรับสมัครงาน

“เขา”

ในที่นี้น่าจะรวมทั้งงานภาคเอกชน งานราชการ และรัฐวิสาหกิจซึ่งการไม่เข้ารับปริญญาอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีเงิน เพราะการรับปริญญามีค่าใช้จ่ายมากพอสมควร หรือหลายอาจเรียนเพื่อต้องการความรู้แต่ก็ไม่ได้สนใจเข้ารับปริญญา หรือโควิด 19 ระบาด

ปกติมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาจะเปิดให้ลงทะเบียนว่าใครจะเข้ารับปริญญาบ้าง และใครจะไม่เข้ารับปริญญา ซึ่งก็เป็นการให้สิทธิหรือเสรีภาพที่จะเข้ารับหรือไม่ ส่วนจะรับปริญญากับใครก็สุดแล้วแต่ อย่างต่างประเทศก็อาจรับกับอธิการบดี ในไทยหากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐก็อาจรับกับราชวงศ์ มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ก็รับกับอธิการบดี หรือผู้ทรงคุณวุฒิ

การวางกติกาว่าหากใครไม่เข้ารับปริญญาจะไม่รับเข้าทำงานนั้นถือว่าผิดธรรมชาติการรับคนเข้าทำงานที่จะต้องพิจารณาจากความรู้ความสามารถ หรือทัศนคติ และการไม่เข้ารับปริญญาก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีทัศนคติที่ไม่ดีเสมอไป

อย่างไรก็ตาม แม้มีการกำหนดกติกาการรับสมัครงานเอาไว้แต่เมื่อตราบใดที่ยังไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ก็ไม่อาจนำกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้าไปใช้บังคับได้

เมื่อเปิดรัฐธรรมนูญมาดูเราก็จะพบกับหลักการห้ามเลือกปฎิบัติงถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นในทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

หลักการเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจตามอำเภอใจ การเลือกปฎิบัติและทัศนคติที่มองคนเห็นต่างเป็นศัตรูย่อมเป็นอันตรายต่อความก้าวหน้าของสังคม จริง ๆ แล้วตราบาปที่ถูกบันทึกไว้จากการเลือกปฎิบัติในสังคมไทย มีหลายกรณี ดังนี้

๑) การเลือกปฎิบัติเพราะความแตกต่างในเรื่องเพศ

เกิดกรณีบริษัทได้กำหนดให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุ ๕๕ ลูกจ้างชายเกษียณ ๖๐ ปี ซึ่งเป็นการเลือกปฎิบัติกรณีเกษียณเพราะเหตุความแต่งต่างในเรื่องเพศ ส่งผลให้การกำหนดอายุการเกษียณของเพศหญิงเป็นโมฆะ (คำพิพากษาที่ ๒๑๒๗/๒๕๕๕)

๒) การเลือกปฎิบัติเพราะความพิการทางร่างกาย

เคสนี้ น่าตกใจมากเพราะเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้บังคับใช้กฎหมายเอง เรียกว่า “ความพิการของกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย” โดยเป็นกรณีการเลือกปฎิบัติต่อผู้พิการในการสอบเป็นผู้ช่วยอัยการ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๔๒/๒๕๔๗) และการตัดสิทธิทนายโปลิโอในการเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา (คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๖/๒๕๔๕)

๓) การเลือกปฎิบัติเพราะผลการเรียน

เป็นกรณีที่เกิดกับการเลือกรับราชการ โดยรับเฉพาะเกียรตินิยม (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๕๘/๒๕๕๐)

และน่าตกใจที่แนวคิดการเลือกปฎิบัติอันเกิดจากการไม่เข้ารับปริญญา ขอเถอะจงเลือกจากความสามารถและคุณค่าในตัวเขา”